วัฒนธรรมของการฟ้อนเทียนที่ได้มีอยู่ของเมืองเหนือ
ในทางด้านของเทศกาลในวัฒนธรรมทีได้มีอยู่ในปัจจุบันนี้ ที่จะทำให้เรารับรู้ถึงวัฒนธรรมฟ้อนเทียนที่ได้มีอยู่ในเมืองเหนือ ที่ได้มีการฟ้อนสักการะบูชาในทางด้านของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ได้มีการนำมาเพื่อที่จะเป็นกากประกอบพิธีที่ได้มีอยู่ในปัจจุบันนี้ ที่จะทำให้เห็นถึงวัฒนธรรมที่ได้มีการสืบทอดกันต่อไปของการฟ้อนเทียน
เพราะว่าเรายังคงได้เห็นถึงการที่ได้มีลักษณะในทางด้านของการแสดงที่ได้มีอยู่ ว่าจะเป็นในทางด้านของการแสดงที่ได้มีเพิ่มมากยิ่งขึ้นของการนิยมแสดงในตอนกลางคืน ที่จะเห็นถึงความงดงามที่ได้มีอยู่ของการฟ้อนเทียนที่จะเห็นแสงเทียน ที่สวยงามอย่างมากเลยทีเดียว สำหรับวัฒนธรรมที่ได้มีการเพิ่มในทางด้านของการสืบทอดกันต่อไปของการที่จะนำมาเพื่อที่จะแสดงถึงวัฒนธรรมที่สวยงามของเมืองเหนือ ไม่ว่าจะเป็นในทางด้านของการเคลื่อนไหวและแสดงถึงเทียนที่ได้มีแสงสว่างนำทาง ที่ได้มีความงดงามอย่างมากเลยทีเดียว
ดังนั้นแล้วสำหรับวัฒนธรรมที่ได้มีอยู่ของภาคเหนือที่ได้มีการเพิ่มในทางด้านของเอกลักษณ์โดยเฉพาะของภาคที่จะเห็นถึงสิ่งที่สวยงามของ การแต่งตัว และการแสดงที่ได้มีการสื่อให้เห็นถึงสิ่งที่ได้มีอยู่ตั้งแต่สมัยก่อนจนมาถึงปัจจุบันนี้ที่จะยังคงได้มีการสืบทอดในเรื่องราวของวัฒนธรรมได้เป้นอย่างดี สำหรับกรฟ้อนเทียนที่จะเห็นกันอยู่ในปัจจุบันนี้ของความงดงามที่มีมากยิ่งขึ้นอีกด้วย
ขอขอบคุณบทความดีดีจาก thaigoodview.com
Posts Tagged ‘“ฟ้อนเทียน”’
วัฒนธรรมของการฟ้อนเทียนที่ได้มีอยู่ของเมืองเหนือ
ฟ้อนเล็บ เอกลักษณ์แห่งล้านนา
ฟ้อนเล็บ เป็นวัฒนธรรมของ “คนเมือง” ซึ่งหมายถึง คนในถิ่นล้านนาที่มีเชื้อสายไทยญวน และเนื่องจากการเป็นการแสดงที่มักปรากฏ ในขบวนแห่ครัวทานของวัดจึงมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “ฟ้อนแห่ครัวทาน” ต่อมามีการสวมเล็บที่ทำด้วยทองเหลืองทั้ง 8 นิ้ว (ยกเว้นนิ้วหัวแม่มือ) จึงได้ชื่อว่า “ฟ้อนเล็บ”
แต่เดิม คณะศรัทธาของแต่ละวัดมักมีครูฝึกสืบทอดต่อกันมา เมื่อถึงฤดูกาลที่จะมีงานปอยหลวง ซึ่งเป็นงาน ฉลองศาสนสถาน งานฉลองสมโภชหรือเป็นมหรสพในงาน ก็จะมีการฝึกซ้อมเด็กสาวในหมู่บ้านเพื่อแสดงในงานดังกล่าวเสมอ โดยที่รูปแบบกระบวนและลีลาท่าฟ้อนไม่ได้กำหนดตายตัว ขึ้นอยู่กับแต่ละครูหรือแต่ละวัดอาจแตกต่างกันไป ในสมัยพระราชชายาเจ้าดารารัศมี ได้มีการปรับปรุงและประดิษฐ์ท่าฟ้อนให้ดูอ่อนช้อยงดงามยิ่งขึ้น และบุคคล ผู้หนึ่งซึ่งเคยได้รับการถ่ายทอดจากคุ้มเจ้าหลวงได้แก่ ครูสัมพันธ์ โชตนา
ในโอกาสที่ครูสัมพันธ์ได้เข้าไปถ่ายทอดศิลปะการฟ้อนชนิดนี้แก่วิทยาลัย นาฏศิลป์เชียงใหม่ ท่านได้กำหนดท่าฟ้อนไว้ 17 ท่าดังนี้
1. จีบส่งหลัง 2. กลางอัมพร 3. บิดบัวบาน
4. จีบสูงส่งหลัง 5. บัวชูฝัก 6. สะบัดจีบ
7. กราย 8. ผาลาเพียงไหล่ 9. สอดสร้อย
10. ยอดตอง 11. กินนรรำ 12. พรหมสี่หน้า
13. กระต่ายต้องแร้ว 14. หย่อนมือ 15. จีบคู่งอแขน
16. ตากปีก 17. วันทาบัวบาน
อาจมีการเพิ่มท่า ตัดตอน หรือลำดับท่าก่อนหลังตามที่ครูจะกำหนด
การแต่งกายแต่เดิมจะนุ่งผ้าซิ่น สวมเสื้อแขนยาวทรงกระบอกคอกลม หรือคอจีนผ่าอก เกล้าผมมวยโดยขมวดมวยด้านท้ายทอย ทัดดอกไม้ประเภทดอกเอื้อง จำปา กระดังงา หางหงส์ หรือลีลาวดี สวมเล็บทั้งแปดนิ้ว ต่อมามีการ ดัดแปลงให้สวยงามโดยประดับลูกไม้ หรือระบายที่คอเสื้อ ห่มสไบเฉียงจากบ่าซ้ายไปเอวขวาทับด้วยสังวาล ติดเข็มกลัด สวมกำไลข้อมือ กำไลเท้า เกล้าผมแบบญี่ปุ่น ทัดดอกไม้หรืออาจเพิ่มอุบะห้อยเพื่อความสวยงาม
สำหรับ เพลงที่ใช้บรรเลง ก็แล้วแต่ ผู้เป่าแน (ปี่ นั้นเอง) จะกำหนดอาจใช้เพลงแหย่ง เพลงเชียงแสน เพลงหริภุญชัยหรือลาวเสี่ยงเทียน อนึ่ง การฟ้อนในลักษณะเดียวกันนี้ ถ้าถอดเล็บออกและขณะที่ฟ้อนก็ถือเทียนไปด้วย เรียกว่า “ฟ้อนเทียน” การฟ้อนโดยลักษณาการนี้มีความเป็นมาว่าในสมัยพระราชชายาเจ้าดารารัศมี มีการแสดงถวายพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ซึ่งเสด็จพระราชดำเนินฯ ณ จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อปี พ.ศ.2469 ในงานถวายพระกระยาหารค่ำ ณ พลับพลาที่ประทับ งานนี้พระราชชายาฯ ทรงให้ช่างฟ้อนเล็บถอดเล็บทองเหลืองออก แล้วให้ถือเทียนทั้งสองมือ เวลาออกไปฟ้อนก็จุดเทียนให้สว่าง การฟ้อนครั้งนั้นสวยงามเป็นที่ประทับใจ จึงเป็นต้นเหตุว่า หากมีการฟ้อนชนิดนี้ถ้าเป็นเวลากลางวันให้สวมเล็บแต่ถ้าเป็นกลางคืนให้ถือ เทียน และการที่ฟ้อนเทียนนี่เองเป็นเหตุให้ใช้เพลง “ลาวเสี่ยงเทียน” ประกอบการฟ้อน ปัจจุบันสามารถพบเห็นการแสดงฟ้อนเล็บได้ตามโรงแรม ห้องอาหาร และงานวัดต่าง ๆ


