หนังตะลุง เป็นมหรสพที่นำตัวหนังซึ่งตัดและแกะจากหนังสัตว์มาขึ้นรูปเป็นตัวละครต่าง ๆ ตามท้องเรื่องที่จะแสดง แล้วนำมาเชิดบนจอด้านในโดยการใช้แสงสว่างให้เกิดเงาบนจอหนัง ซึ่ง หนังตะลุง เป็นวัฒนธรรมการละเล่นพื้นบ้านของภาคใต้ที่มีประวัติมาอย่างช้านานและเป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลายและสืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน
ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถาน (2542 : 1244) ได้กล่าวไว้ว่า หนังตะลุงเป็นมหรสพอย่างหนึ่งที่ใช้หนังสลักเป็นรูปภาพขนาดเล็ก คีบด้วยไม้ตับอันเดียว เชิดภายในโรงให้แสงไฟส่องผ่านตัวหนังสร้างเงาให้ปรากฏบนจอผ้าขาวหน้าโรง ใช้ปี่ กลอง และฆ้องบรรเลงเพลงประกอบ ผู้เชิดจะทำหน้าที่เป็นผู้พาก
นายธนิต อยู่โพธิ์ ได้กล่าวถึงความเป็นมาของหนังตะลุงว่า เป็นมหรสพพื้นบ้านที่ขึ้นชื่อของชาวไทยในสมัยโบราณอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งเรียกกันภายหลังว่า หนังใหญ่ เพราะมีหนังตะลุง ซึ่งเป็นหนังตัวเล็กเกิดขึ้นอีกอย่างหนึ่ง จึงได้เติมคำเรียกให้แตกต่างกันออกไป ซึ่งถ้าตีความนี้ก็แสดงว่าหนังตะลุง น่าจะเกิดขึ้นหลังหนังใหญ่ของภาคกลาง แต่เมื่อพิจารณาผลการศึกษาค้นคว้าของนักวิชาการคนอื่น ๆ เข้าประกอบแล้วจะเห็นว่ายังไม่อาจถือเป็นข้อยุติได้ว่าหนังตะลุงเกิดขึ้นก่อนหรือหลังหนังใหญ่ ทั้งนี้เพราะคำว่า “หนังตะลุง” เป็นคำที่เรียกกันในเวลาต่อมา ในสมัยก่อนชาวภาคใต้เรียกการละเล่นแบบนี้ว่า หนัง หรือบางทีเรียกว่า หนังควน
จากหลักฐานเก่าแก่เกี่ยวกับหนังตะลุงที่บ่งชี้ว่า หนังตะลุง เป็นศิลปะการแสดงน่าจะมีต้นกำเนิดที่ภูมิภาคนี้ คือ จังหวัดพัทลุง จากนั้นจึงแพร่หลายไปยังจังหวัดอื่น ๆ ในภาคใต้ โดยสมเด็จพระบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้ทรงบันทึกไว้ตอนหนึ่งว่า ชาวบ้านควน (มะ) พร้าว แขวงจังหวัดพัทลุงคิดเอาอย่างหนังแจก (ชวา) มาเล่นเป็นเรื่องไทยขึ้นก่อนแล้ว จึงแพร่หลายไปที่อื่นในมณฑลนั้นเรียกว่า หนังควน เจ้าพระยาสุรวงศ์ไวยวัฒน์ (วร บุนนาค) พาเข้ากรุงเทพฯ ได้เล่นถวายตัวที่บางปะอินเป็นที่แรกเมื่อปีชวด พ.ศ.2419
วิบูลย์ ลี้สุวรรณ (พ.ศ. 2525) ได้แสดงทรรศนะไว้ว่าหนังตะลุงเป็นการละเล่นที่ไทยได้รับมาจากชาวชวา โดยกล่าวว่า หนังตะลุงเป็นการละเล่นของชาวชวาที่มีมาก่อนศตวรรษที่ 11 แล้ว แพร่หลายเข้ามายังมาลายูและภาคใต้ของไทย โดยที่ชาวมลายูเรียกว่า วายังกุเล็ต (ไทยใช้วายังกุลิต) วายัง แปลว่ารูปหรือหุ่น กุเล็ต แปลว่า เปลือก หรือหนังสัตว์รูปที่ทำด้วยหนังสัตว์ และตัวหนึ่งที่เข้ามาสู่ประเทศไทยหรือชวาก็ตามจะเห็นว่ามีรูปร่างลักษณะที่ผิดแปลกแตกต่างไปจากมนุษย์ธรรมดา เป็นเพราะความเชื่อของชาวชวานั้นไม่นิยมสร้างรูปคนที่เป็นที่เคารพนับถือ การทำตัวหนังจึงได้สร้างให้มีลักษณะที่ต่างไปจากคนธรรมดา ซึ่งลักษณะนี้ปรากฏอยู่ในตัวหนังไทยโดยเฉพาะตัวตลก
ตามทรรศนะของนักวิชาการหลาย ๆ ท่าน พอจะสรุปได้ว่า หนังตะลุงเป็นการละเล่นพื้นบ้านภาคใต้ที่มีประวัติสืบต่อกันมาอย่างช้านาน แม้นักวิชาการยังไม่อาจสรุปได้แน่ชัดว่าหนังตะลุงเกิดขึ้นมาจากที่ไหน และเมื่อใดนั้น แต่นักวิชาการต่างเห็นพ้องกันว่าหนังตะลุงเป็นการละเล่นพื้นบ้านที่เก่าแก่อย่างหนึ่งและเป็นการละเล่นที่นิยมกันมากในสังคมของคนภาคใต้ตั้งแต่ในอดีตจนถึง ปัจจุบัน
ขอขอบคุณบทความดี ๆ จาก obm16.com





