ประเพณีบุญบั้งไฟ เป็นวัฒนธรรมท้องถิ่นของจังหวัดยโสธร ที่มีมาแต่ครั้งไหนยังไม่ปรากฏหลักฐานที่ชัดเจน แต่คนในสมัยโบราณได้ให้ข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับความเป็นมาของประเพณีบุญบั้งไฟในมุมมองต่างๆ ไว้ดังนี้
มุมมองทางด้านความเชื่อ
ชาวบ้านในสมัยก่อนเชื่อว่ามีโลกมนุษย์ และโลกเทวดา จึงคิดว่ามนุษย์อยู่ภายใต้อิทธิพลของเทวดา ซึ่งมีการรำผีฟ้าเป็นตัวอย่างที่แสดงออกทางด้านการนับถือเทวดา และเรียกเทวดาว่า “แถน” เมื่อถือว่ามีแถนก็ถือว่า ฝน ฟ้า ลม เป็นอิทธิพลของแถน หากทำให้แถนโปรดปราน มนุษย์ก็จะมีความสุข ดังนั้นจึงมีพิธีบูชาแถน ซึ่งการจุดบั้งไฟก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่แสดงความเคารพหรือส่งสัญญาณความภักดีไปยังแถน ชาวอีสานจำนวนมากเชื่อว่าการจุดบั้งไฟเป็นการขอฝนจากพญาแถน และมีนิทานปรัมปราเช่นนี้อยู่ทั่วไป แต่ความเชื่อนี้ยังไม่พบหลักฐานที่แน่นอน
มุมมองในความหมายของบั้งไฟ
คำว่า “บั้งไฟ” ในภาษาถิ่นอีสานมักจะสับสนกับคำว่า “บ้องไฟ” แต่ที่ถูกนั้นควรเรียกว่า “บั้งไฟ” ซึ่งคำว่า บั้ง หมายถึง สิ่งที่เป็นกระบอก เช่น บั้งทิง สำหรับใส่น้ำดื่ม หรือบั้งข้าวหลาม เป็นต้น ส่วนคำว่า บ้อง หมายถึง สิ่งของใด ๆ ก็ได้ ที่มี 2 ชิ้น มาสวมหรือประกอบเข้าด้วยกันได้ ส่วนนอกเรียกว่า บ้อง ส่วนในหรือสิ่งที่เอาไปสอดใสจะเป็นสิ่งใดก็ได้ เช่น บ้องมีด บ้องขวาน บ้องเสียม บ้องวัว บ้องควาย ดังนั้น คำว่า บั้งไฟ ในภาษาถิ่นอีสานจึงหมายถึง ดอกไม้ไฟชนิดหนึ่ง มีหางยาวเอาดินประสิวมาคั่วกับถ่านไม้ ตำให้เข้ากันจนละเอียดเรียกว่า หมื้อ (ดินปืน) และเอาหมื้อนั้นใส่กระบอกไม้ไผ่ ตำให้แน่นเจาะรูตอนท้ายของบั้งไฟ เอาไผ่ท่อนอื่นมัดติดกับกระบอก แล้วใส่หมื้อโดยรอบ เอาไม้ไผ่ยาวลำหนึ่งมามัดประกบต่อออกไปเป็นหางยาวสำหรับใช้ถ่วงหัวให้สมดุลกัน เรียกว่า “บั้งไฟ”
มุมมองทางศาสนาพราหมณ์
เป็นการบูชาเทพเจ้าด้วยไฟ ถือว่าเป็นการบูชาเทพเจ้าที่อยู่บนสวรรค์ ดังนั้น การจุดบั้งไฟ จึงเป็นการละเล่นอีกอย่างหนึ่งและเป็นการบูชาเทพเจ้า เพื่อให้พระองค์บันดาลในสิ่งที่ตนต้องการ
มุมมองทางศาสนาพุทธ
เป็นการฉลอง และ บูชาในวันวิสาขบูชา ซึ่งมีการทำดอกไม้ไฟในแบบต่าง ๆ ทั้งไฟน้ำมัน ไฟธูปเทียน และดินประสิว ในงานนี้มีการรักษาศีล การให้ทาน การบวชนาค การอัดทรง และนิมนต์พระมาเทศน์อานิสงฆ์
ขอขอบคุณบทความดี ๆ จาก qoolive.com





