แห่เทียนพรรษา ประเพณีที่เลื่องลือของชาว อุบลฯ

admin Posted in Uncategorized,Tags: , ,
Comments Off

“เทียน” เริ่มมีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล ชาวพุทธในสมัยก่อน จะยึดถือการนำเทียนไปถวายพระภิกษุในเทศกาลเข้าพรรษา จึงเป็นที่มาของเทียนพรรษา เพราะผู้ที่นำเทียนไปถวาย ปรารถนาให้ตนเองเป็นผู้เฉลียวฉลาด มีไหวพริบ ประดุจแสงสว่างของดวงเทียน ซึ่ง เทียนพรรษา คือ เทียนขนาดใหญ่และยาวเป็นพิเศษกว่าเทียนชนิดอื่น สำหรับจุดในโบสถ์ตั้งแต่วันเข้าพรรษาจนถึงวันออกพรรษา

              การทำเทียนพรรษา มีวิวัฒนาการมาเป็นลำดับ จากการนำรังผึ้งมาต้มเอาขี้ผึ้ง ไปฟั่นเป็นเทียน แล้วนำไปถวายพระภิกษุ หรือเอาเทียนเล่มเล็ก ๆ หลาย ๆ เล่ม มามัดรวมกันเป็นลำต้นคล้ายกับต้นกล้วย หรือลำไม้ไผ่ แล้วนำไปติดกับฐาน ซึ่งการมัดรวมกันแบบนี้เรียกว่า ต้นเทียน หรือ ต้นเทียนพรรษา  ในปี พ.ศ. 2482 มีช่างทองชื่อ นายโพธิ์ ส่งศรี เริ่มทำลายไทยไปประดับบนเทียน โดยมีการทำแบบพิมพ์ ลงในแผ่นปูนซีเมนต์ ซึ่งถือว่าเป็นแบบพิมพ์ หรือแม่พิมพ์ แล้วเอาขี้ผึ้งที่อ่อนตัวไปกดลงบนแม่พิมพ์ จะได้ขี้ผึ้งเป็นลายไทย นำไปติดกับลำต้นเทียน  ต่อมา นายสวน คูณผล คิดทำลายให้นูนและสลับสีจนเห็นได้ชัด เมื่อส่งเทียนเข้าประกวด จึงได้รับรางวัลชนะเลิศ  ในปี พ.ศ. 2497 นายประดับ ก้อนแก้ว ประดิษฐ์ทำหุ่นเป็น เรื่องราวพุทธประวัติ และเอาลวดลายขี้ผึ้งติดเข้าไปที่หุ่น จึงทำให้เทียนพรรษาได้รับรางวัลชนะเลิศ              ปี พ.ศ. 2502 มีช่างแกะสลักลงในเทียนพรรษาเป็นคนแรก คือ นายคำหมา แสงงาม คณะกรรมการจึงตัดสินให้ชนะการประกวด ทำให้เกิดการประท้วงในคำตัดสินของคณะกรรมการ จึงทำให้ในปีต่อ ๆ มา มีการแยกประเภทต้นเทียนออกเป็น 2 ประเภท คือ

1. ประเภทติดพิมพ์ (ตามแบบเดิม)

2. ประเภทแกะสลัก

การทำเทียนพรรษามีการพัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ ในปี พ.ศ. 2511 ผู้คนได้พบเห็น ต้นเทียนพรรษาขนาดใหญ่และสูงขึ้น  มีการแกะสลักลวดลายในส่วนของลำต้นอย่างสวยงาม ส่วนฐาน ก็มีการสร้างหุ่นแสดงเรื่องราวทางศาสนา และความเป็นไปในสังคมขณะนั้น กลายเป็นประติมากรรมเทียนพรรษาที่ยิ่งใหญ่มาจนทุกวันนี้

          งานประเพณีแห่เทียนพรรษา เป็นงานประเพณีที่ได้รวมความผูกพันของชุมชนในท้องถิ่น โดยเริ่มตั้งแต่การที่ชาวบ้านร่วมบริจาคเทียนเอามาหลอม หล่อเป็นเทียนเล่มใหญ่เล่มเดียวกัน เป็นการแสดงออกถึงความสามัคคีกลมเกลียวในหมู่คณะ การสรรหาช่างที่มีฝีมือ มีความรู้ ความชำนาญในเรื่องการทำลวดลายไทย การแกะสลักลวดลายลงบนต้นเทียน การทำเทียนให้เป็นลายไทย แล้วนำไปติดบนต้นเทียน การประดับด้วยผ้าฝ้าย ผ้าไหม ดอกไม้สด ล้วนแล้วแต่เป็นฝีมือของช่างในท้องถิ่น ส่วนการจัดขวนแห่ก็ล้วนแต่ใช้ของพื้นเมือง เช่น เครื่องแต่งกายขอขบวนฟ้อน จะใช้ผ้าพื้นเมืองเป็นหลัก การฟ้อนรำจะใช้ท่ารำที่ดัดแปลงมาจาก วิถีชีวิต การทำมาหากินของชาวบ้าน เป็นท่ารำในรูปแบบของศิลปะที่งดงาม ดนตรีประกอบก็เป็น เครื่องดนตรีประจำถิ่น ผสมเข้ากับการขับร้องทำเพลงที่สนุกสนานเร้าใจ ทำให้งานประเพณีนี้ดู  งานแห่เทียนพรรษา เป็นงานที่ทำให้คนวัยรุ่น หนุ่มสาว ได้มีโอกาสสัมผัสกับศิลปวัฒนธรรมอย่างใกล้ชิด นับตั้งแต่การเข้าเป็นอาสาสมัครช่วยเหลือ เป็นลูกมือช่างของทางวัดในการแกะสลักทำลวดลายต้นเทียน ศึกษาค้นคว้าวิธีการทำเพียรพรรษาให้วิจิตรพิสดารแต่ประหยัด  และการเข้าร่วมในขบวนแห่ จะเป็นการผสมผสานกันระหว่างคนรุ่นเก่ากับคนรุ่นใหม่ เช่น การเล่นดนตรีพื้นบ้าน โปงลาง หรือเป่าแคน จะมีทั้งผู้สูงอายุและคนหนุ่มสาว ส่วนขบวนฟ้อนรำ จะใช้เด็กๆ รุ่นเยาว์ ถึงวัยหนุ่มสาว ซึ่งชาวจังหวัดอุบลราชธานี ได้ร่วมกันสืบสานประเพณีนี้เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน จนถือได้ว่าประเพณีแห่เทียนพรรษา เป็นประเพณีประจำจังหวัดเลยก็ว่าได้

ขอขอบคุณบทความดี ๆ จาก  guru.sanook.com