ตำนานบุญบั้งไฟ

admin Posted in Uncategorized,Tags: , ,
Comments Off

ประเพณีบุญบั้งไฟ  เป็นประเพณีประจำจังหวัด ยโสธร  ซึ่งชาวจังหวัดยโสธรถือเอาประเพณีนี้ปฏิบัติสืบต่อกันมาตั้งแต่โบราณกาลจนถึงปัจจุบัน และกลายเป็นวัฒนธรรมประจำจังหวัดยโสธรมาจนถึงทุกวันนี้  ซึ่งตามตำนานที่เล่าสืบต่อกันมาเล่าว่า  เมื่อครั้งที่พระพุทธเจ้าถือชาติกำเนิดเป็นพญาคางคก  พญาคางคกได้อาศัยอยู่ใต้ต้นโพธิ์ใหญ่ในเมืองพันทุมวดี  พญาแถนเทพเจ้าแห่งฝน  โกรธเคืองโลกมนุษย์มาก  จึงแกล้งไม่ให้ฝนตกนานถึง 7 เดือน

ทำให้เกิดความลำบากยากแค้นอย่างแสนสาหัสแก่มนุษย์ สัตว์ และพืช จนกระทั่งพากันล้มตายเป็นจำนวนมาก  จึงได้พากันมารวมกลุ่มที่ใต้ต้นโพธิ์ใหญ่กับพญาคางคก  สรรพสัตว์ทั้งหลายจึงได้ปรึกษากันเพื่อที่จะหาวิธีการปราบพญาแถน  ในที่ประชุมได้ตกลงกันให้พญานาคียกทัพไปรบกับพญาแถน  แต่ก็พ่ายแพ้กลับมา  จากนั้นจึงให้พญาต่อแตนยกทัพไปปราบ  แต่ก็พ่ายแพ้อีกเช่นกัน  ทำให้พวกสรรพสัตว์ทั้งหลายเกิดความท้อถอยหมดกำลังใจ และสิ้นหวัง  ได้แต่รอวันตาย  ในที่สุดพญาคางคกขออาสาที่จะไปรบกับพญาแถน  จึงได้วางแผนในการรบโดยให้ปลวกทั้งหลาย  ก่อจอมปลวกขึ้นไปจนถึงเมืองพญาแถน  เพื่อเป็นเส้นทางให้บรรดามอด แมงป่อง และตะขาบ ได้เดินทางไปสู่เมืองพญาแถน  มอดได้รับหน้าที่ให้ทำการกัดเจาะด้ามอาวุธที่ทำด้วยไม้ทุกชนิด ส่วน แมงป่อง และ ตะขาบ  ได้รับหน้าที่ให้ซ่อนตัวอยู่ตามกองฟืนที่ใช้หุงต้มอาหาร และอยู่ตามเสื้อผ้า  คอยกัดต่อยไพร่พลของพญาแถน  หลังจากวางแผนเรียบร้อยกองทัพของพญาคางคกก็เดินทางออกรบ  ในที่สุดพญาแถนยอมแพ้ และตกลงทำสัญญาสงบศึกกับพญาคางคกว่า

1. ถ้ามนุษย์จุดบั้งไฟขึ้นสู่ท้องฟ้าเมื่อใด  ให้พญาแถนสั่งให้ฝนตกในโลกมนุษย์

2. ถ้าได้ยินเสียงกบ เขียดร้อง  ให้รับรู้ว่าฝนได้ตกลงมาแล้ว

3. ถ้าได้ยินเสียงสนู (เสียงธนูควายของว่าว) หรือเสียงโหวต  ให้รับรู้ว่าให้ฝนหยุดตก  เพราะจะเข้าสู่ฤดูเก็บเกี่ยวข้าว

หลังจากที่ได้ตกลงสัญญากันแล้ว  พญาแถนจึงถูกปล่อยตัวไป และได้ปฏิบัติตามสัญญามาจนบัดนี้  ซึ่งการจุดบั้งไฟให้ขึ้นไปบนท้องฟ้านั้น   เป็นการแสดงการคารวะ กับเป็นสัญญาแจ้งให้เทพารักษ์ได้ทราบว่าใกล้จะถึงฤดูทำไร่ไถนากันแล้ว  ขอได้โปรดเมตตาช่วยบันดาลให้ฝนตกมายังภาคพื้นดินด้วย  ประกอบกับชาวพื้นเมืองทั่วไปในภาคอีสาน  ได้ทำพิธีแห่บุญบั้งไฟขึ้นในเดือน 6  ซึ่งถือเป็นเดือนราษฎร์ของชาวอีสาน  ซึ่งตรงกับปฏิทินไทยในเดือนพฤษภาคมของทุกปี

ขอขอบคุณบทความดี ๆ จาก   qoolive.com

ประเพณียี่เป็ง ของคนล้านนา

admin Posted in Uncategorized,Tags: , ,
Comments Off

  ประเพณีลอยกระทง หรือ ที่ชาวล้านนา เรียกว่า ประเพณียี่เป็ง  ซึ่งชาวจะล้านนาประกอบไปด้วยคนในจังหวัด แม่ฮ่องสอน , เชียงราย , เชียงใหม่ , พะเยา , แพร่ , น่าน , ลำพูน , และลำปาง  เป็นตามประเพณีที่จัดทำขึ้นในวันเพ็ญเดือน 2 ของชาวล้านนา  ยี่เป็ง เป็นภาษาคำเมืองในภาคเหนือ คำว่า “ยี่” แปลว่า สอง และคำว่า “เป็ง” ตรงกับคำว่า “เพ็ญ” หรือพระจันทร์เต็มดวง  ซึ่งชาวไทยในภาคเหนือจะนับเดือนทางจันทรคติเร็วกว่าไทยภาคกลาง 2 เดือน ทำให้ เดือนสิบสองของไทยภาคกลาง ตรงกับเดือนยี่ หรือเดือน 2 ของไทยล้านนา

          ประเพณียี่เปง  จะเริ่มตั้งแต่ วันขึ้น 13 ค่ำ  ซึ่งถือว่าเป็น “วันดา”  หรือวันจ่ายของเตรียมไปทำบุญเลี้ยงพระที่วัด  ครั้นถึงวันขึ้น 14 ค่ำ  ผู้เฒ่าผู้แก่และผู้มีศรัทธาก็จะพากันไปถือศีล ฟังธรรม และทำบุญเลี้ยงพระที่วัด  มีการทำกระทงขนาดใหญ่ตั้งไว้ที่ลานวัด  ในกระทงนั้นจะใส่ของกินของใช้  ซึ่งใครจะเอาของมาร่วมสมทบด้วยก็ได้  เพื่อเป็นทานแก่คนยากจน  ครั้นถึง วันขึ้น 15 ค่ำ จึงนำกระทงใหญ่ที่วัดและกระทงเล็ก ๆ ของส่วนตัวไปลอยในลำน้ำ  ในงานบุญยี่เป็ง  ยังมีการประดับตกแต่งวัด บ้านเรือน และถนนหนทางด้วยต้นกล้วย ต้นอ้อย ทางมะพร้าว ดอกไม้ ตุง ช่อประทีป และชักโคมยี่เป็งแบบต่าง ๆ ขึ้นเป็นพุทธบูชา  พอตกกลางคืนก็จะมีมหรสพและการละเล่นมากมาย  มีการแห่โคมทอง พร้อมกับมีการจุดถ้วยประทีป (การจุดผางปะติ๊ด)  เพื่อบูชาพระรัตนตรัย การจุดบอกไฟ การจุดโคมไฟประดับตกแต่งตามวัดวาอาราม และการจุดโคมลอยปล่อยขึ้นสู่ท้องฟ้าเพื่อบูชาพระเกตุแก้วจุฬามณีบนสรวง สวรรค์ชั้นดาวดึงส์  ตามวัฒนธรรมของล้านนาจะมีการแบ่งโคมไฟออกเป็น 4 แบบ คือ

1. โคมติ้ว หรือ โคมไฟเล็กที่ห้อยอยู่กับซีกไม้ไผ่  โดยผู้คนจะถือไปในขบวนแห่และนำไปแขวนไว้ที่วัด

2. โคมแขวน  ใช้แขวนบูชาพระพุทธรูป  ปกติจะใช้แขวนตามวัดหรือตามหิ้งพระก็ได้

3. โคมพัด  ทำด้วยกระดาษสาเป็นรูปกรวยสองอันพันรองแกนเดียวกันด้านนอกจะไม่มีลวดลายอะไร ส่วนด้านในจะตัดแต่งเป็นรูปทรงต่าง ๆ ในทางพุทธศาสนา  เมื่อจุดโคมด้านใน  แสงสว่างจะทำให้เกิดเงาบนกรวย  ด้านนอกก็จะเคลื่อนไหวคล้ายตัวหนัง

4. โคมลอย  เป็นโคมใหญ่ที่มีรูปร่างคล้ายบอลลูน  ตัวโครงทำจากซีกไม้ไผ่หุ้มด้วยกระดาษสา  เมื่อจุดโคม  ความร้อนจากเปลวไฟจะทำให้โคมลอยตัวขึ้น  การปล่อยโคมลอยนี้จะทำกันที่วัดหรือตามบ้าน  โดยเชื่อกันว่าโชคร้ายทั้งหลายจะลอยไปกับโคม

 

          ในช่วงวันที่เริ่มประเพณียี่เป็ง  ชาวบ้านและพระสงฆ์  จะช่วยกันทำโคมอย่างขะมักเขม้นทั้งวันทั้งคืน

ขอขอบคุณบทความดี ๆ จาก   guru.sanook.com

วัฒนธรรมการอยู่อาศัยของคนภาคกลาง

admin Posted in Uncategorized,Tags: , ,
Comments Off

บริเวณภาคกลางของประเทศไทย  พื้นที่โดยส่วนใหญ่เป็นที่ราบที่เกิดจากการทับถมดินตะกอนของแม่น้ำ  ดังนั้นจึงมีการตั้งถิ่นฐานที่อยู่อาศัยอยู่ตรงบริเวณน้ำ    ประกอบกับการพายเรือสินค้า  จนกลายเป็นตลาดน้ำ  การเล่นเพลง หรือการอาศัยอยู่บน เรือนแพ เป็นต้น

ต่อมามีการสร้างบ้านทรงไทยเพื่ออยู่อาศัยขึ้น  ซึ่งนับว่าเป็นภูมิปัญญาของบรรพบุรุษไทย  ที่ได้คิดสร้างที่อยู่อาศัยที่เหมาะสมกับสภาพภูมิประเทศ ภูมิอากาศ  เพราะเรือนไทยในภาคกลางนั้น  เป็นเรือนยกพื้นสูง  เพื่อป้องกันน้ำท่วมตัวเรือน  เพราะในปลายฤดูฝนจะมีน้ำป่าไหลหลากจากทางเหนือมาท่วมพื้นที่ลุ่มในภาคกลาง  และหากมีลมพายุก็สามารถพัดผ่านใต้ถุนเรือนไปได้  ใต้ถุนเรือนยังสามารถใช้เป็นสถานที่ทอผ้า ตำข้าว เก็บของ ได้อีกด้วย  ส่วนหลังคาที่สูงและลาดชัน  ก็เหมาะ กับสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าว และมีฝนตกชุกของภาคกลาง  ทำให้อากาศร้อนจากภายนอกถ่ายเทมายังห้องได้ช้า และทำให้ฝนไหลลงอย่างรวดเร็ว  รอบตัวเรือนมีชายคายื่นยาวเป็นกันสาดของฝน และ แสงแดด  บ้านทรงไทยของภาคกลาง  เป็นการสร้างบ้านที่คำนึงถึงเรื่องทิศทางของการระบายลม และระบายความร้อน  โดยลมประจำที่พัดผ่าน เรียกว่า ลมว่าว หรือลมตะเภา  พัดจากทิศใต้ไปทิศเหนือ

ฉะนั้นการวางตัวเรือนจึงต้องหันไปทางทิศใต้ หรือทิศเหนือ เพื่อให้ลมพัดผ่าน  เอกลักษณ์อย่างหนึ่งของเรือนไทยภาคกลาง คือ มีชานบ้าน  ซึ่งเป็นที่โล่งกลางบ้าน  มีประโยชน์ เช่น เป็นที่พักหย่อนใจของคนในครอบครัว นั่งทำงาน รับรองแขก และการอยู่รวมกันเป็นครอบครัวใหญ่  เมื่อลูกหลานแต่งงาน และต้องการขยายพื้นที่ของเรือน  ก็สามารถสร้างเรือนเชื่อมต่อกันได้โดยใช้ชานบ้านเป็นตัวเชื่อมเข้าด้วยกัน  เนื่องจากประโยชน์ใช้สอยที่เหมาะกับสภาพภูมิศาสตร์ และสภาพชีวิตที่เป็นสังคมเกษตร  ทำให้เรือนไทยภาคกลางเป็นเอกลักษณ์หนึ่งของวัฒนธรรมในการดำรงชีวิตของคนในภาคกลาง  ซึ่งบ้านเรือนไทยภาคกลางนั้น  จะสร้างด้วยไม้ที่แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ

1.         เรือนไทยเครื่องสับ  เป็นเรือนที่ทำด้วยไม้เนื้อแข็ง

2.         เรือนไทยไม้ผูก  เป็นเรือนที่ทำด้วยไม้ไผ่เป็นส่วนใหญ่

ลักษณะของเรือนไทยภาคกลาง  จะเป็นเรือนที่ยกใต้ถุนสูง  ซึ่งสูงจากพื้นดินประมาณพ้นศีรษะ  รวมทั้งระเบียง และชานก็ยกสูงด้วย  การยกใต้ถุนสูงนี้  จะมีระดับที่ลดหลั่นกันไปตามพื้นการใช้สอยของตัวเรือน  หลังคาทรงจั่วสูง  ชายคายื่นยาว หลังคาของเรือนไทยเป็นแบบทรงมนิลา  ที่ใช้ไม้ทำโครงและใช้จากแฝก หรือกระเบื้องดินเผาเป็นวัสดุมุงหลังคา  วัสดุเหล่านี้ต้องใช้วิธีมุงตามระดับองศาที่สูงชันมาก  น้ำฝนจึงจะไหลได้เร็ว ไม่รั่ว  และการทำหลังคาทรงสูงนี้  มีผลช่วยบรรเทาความร้อนที่จะถ่ายเทลงมายังส่วนล่าง  ทำให้ที่พักอาศัยเย็นสบาย

ขอขอบคุณบทความดี ๆ จาก  thaigoodview.com

วิถีชีวิตของคนในภาคเหนือ

admin Posted in Uncategorized,Tags: , ,
Comments Off

ภาคเหนือ  เป็นภูมิภาคที่มีพื้นที่ส่วนใหญ่ประกอบด้วยภูเขาและที่ราบระหว่างหุบเขา  มีทิวเขาที่สำคัญ  เช่น  ทิวเขาแดนลาว  ทิวเขาถนนธงชัย  ทิวเขาผีปันน้ำ  และทิวเขาหลวงพระบาง  ถือเป็นแหล่งกำเนิดของแม่น้ำลำธารที่สำคัญหลายสาย อันได้แก่  แม่น้ำปิง  แม่น้ำวัง  แม่น้ำยม  และแม่น้ำน่าน  และระหว่างทิวเขาต่าง ๆ เหล่านี้จะมีที่ราบแคบ ๆ ซึ่งเป็นบริเวณที่มีความอุดมสมบูรณ์  ใช้ปลูกพืชได้ผลดี  เนื่องจากเป็นดินที่เกิดจากแม่น้ำพัดพาดินตะกอนมาทับถมกัน  จึงมีประชากรตั้งถิ่นฐานมาช้านานจนกลายเป็นเมืองสำคัญต่าง ๆ ในภาคเหนือ  เช่น  เมืองเชียงใหม่  ลำปาง  ลำพูน  แพร่  น่าน  ตาก  พะเยา  เป็นต้น

          ในอดีต คนในภาคเหนือส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม  และเลี้ยงสัตว์อยู่ตามพื้นที่ราบระหว่างหุบเขา  ส่วนชาวไทยภูเขามีอาชีพทำไร่เลื่อนลอย  ปลูกฝิ่นอยู่บริเวณเขตภูเขาสูง  การที่ภาคเหนือมีสภาพภูมิประเทศที่อุดมด้วยป่าไม้  จึงมีการนำไม้เหล่านั้นมาปลูกสร้างบ้านเรือนในสมัยแรก ๆ ที่เข้ามาตั้งถิ่นฐาน  มีการถางป่าเพื่อทำไร่เลื่อนลอยและปลูกฝิ่น  ส่งผลให้พื้นที่ป่าไม้ในภาคเหนือลดจำนวนลง  ซึ่งมีผลกระทบต่อสภาพแวดและการดำรงชีวิต  คือ  เกิดการพังทลายของดิน  เมื่อฝนตกน้ำจะไหลลงมาอย่างรวดเร็วก่อให้เกิดน้ำท่วม และเกิดความแห้งแล้งในฤดูร้อน  ปลูกพืชไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร  ในปัจจุบันจึงมีโครงการพัฒนาภาคเหนือที่ดำเนินตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว  ที่เรียกว่า  โครงการหลวงเพื่อช่วยแก้ปัญหาความยากจนให้แก่ชาวเขาที่อาศัยอยู่บนที่สูง  และชาวเมืองที่อาศัยในบริเวณที่ราบ

ลักษณะภูมิประเทศของภาคเหนือที่เต็มไปด้วยภูเขา  หุบเขา  จึงมีโครงสร้างทางธรณีวิทยาที่เต็มไปด้วยแหล่งแร่ธาตุ  เช่น  แร่ดีบุก  วุลแฟรม  เงิน  ลิกไนต์  ทำให้ประชาชนรู้จักนำแร่เหล่านี้มาใช้ประโยชน์  เช่น  การทำเครื่องประดับและเครื่องใช้จากแร่เงิน  การทำเหมืองลิกไนต์  ที่อำเภอแม่เมาะ  จังหวัดลำปาง  นอกจากนี้ภาคเหนือยังเป็นภาคที่มีทิวทัศน์ธรรมชาติที่สวยงาม  มีโบราณสถานที่สำคัญหลายแห่ง และมีอุณหภูมิของอากาศที่เย็นสบายกว่าภาคอื่น  ชาวเมืองและชาวไทยภูเขายังคงรักษาวัฒนธรรมเก่าแก่ของตนไว้  จึงส่งผลให้ภาคเหนือมีผู้นิยมมาท่องเที่ยวมากมายในช่วงฤดูหนาว  โดยเฉพาะที่จังหวัดเชียงใหม่  เชียงราย  แม่ฮ่องสอน  อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจึงทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อการดำเนินชีวิตของผู้ คน  มีการผลิตงานหัตถกรรมเพื่อขายเป็นของที่ระลึก  งานหัตถกรรมที่สำคัญ  เช่น  การทำเครื่องเขิน  เครื่องเงิน  การทอผ้าฝ้ายและผ้าไหม  การแกะสลักไม้  การทำร่มกระดาษสา  การปั้นเครื่องปั้นดินเผา  เป็นต้น  ซึ่งเป็นการสร้างรายได้เพิ่มจากอาชีพเกษตรของชาวบ้าน  ทำให้ชาวบ้านมีการดำเนินชีวิตที่ดีขึ้น

ขอขอบคุณบทความดี ๆ จาก  trueplookpanya.com

ศิลปวัฒนธรรมของคนอีสาน

admin Posted in Uncategorized,Tags: , ,
Comments Off

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือ ภาคอีสาน  เป็นพื้นที่หนึ่งในภูมิภาคของประเทศไทย  ที่มีความหลากหลายทางศิลปวัฒนธรรมและประเพณี  ที่แตกต่างกันไปในแต่ละท้องถิ่นแต่ละจังหวัด  ศิลปวัฒนธรรมเหล่านี้เป็นตัวบ่งบอกถึงความเชื่อ  ค่านิยม  ศาสนาและรูปแบบการดำเนินชีวิตตลอดจนอาชีพของคนในท้องถิ่นนั้นๆได้เป็นอย่างดี

สาเหตุที่ภาคอีสานมีความหลากหลายทางศิลปวัฒนธรรมประเพณีส่วนหนึ่งอาจจะเป็นผลมาจาก  การเป็นศูนย์รวมของประชากรหลากหลายเชื้อชาติ  และมีการติดต่อกับประชาชนในประเทศใกล้เคียง   จนก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมขึ้น  เช่น  ประชาชนชาวอีสานแถบจังหวัดเลย  หนองคาย  นครพนม  มุกดาหาร  อุบลราชธานี  อำนาจเจริญ ที่มีพรมแดนติดต่อกับประเทศลาว  ซึ่งประชาชนของทั้งสองประเทศ  มีการเดินทางไปมาหาสู่กัน   ทำให้เกิดการถ่ายทอดและแลกเปลี่ยนศิลปวัฒนธรรมและประเพณีระหว่างกัน  รวมทั้งชาวเวียดนามที่อพยพเข้ามาในช่วงสงครามเวียดนาม  ก็ได้นำเอาศิลปวัฒนธรรมของเวียดนามเข้ามาด้วย  ถึงแม้ปัจจุบันชาวเวียดนามเหล่านี้  จะได้ปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมของท้องถิ่นอีสาน แต่ก็ยังมีชาวเวียดนามบางกลุ่ม  ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนสูงอายุยังคงยึดมั่นกับวัฒนธรรมของตนเองอยู่

ส่วนประชาชนที่อยู่ทางจังหวัดสุรินทร์ บุรีรัมย์  ศรีสะเกษ นครราชสีมา  มีการติดต่อกันกับประชาชนชาวกัมพูชา  ก็จะรับเอาวัฒนธรรมของกัมพูชามาประยุกต์ ใช้  ซึ่งส่วนใหญ่วัฒนธรรมประเพณีของคนทั้งสองเชื้อชาติ  ก็มีความคล้ายคลึงกันอยู่แล้ว  จึงเห็นได้อย่างชัดเจนว่าภาคอีสานเป็นภูมิภาคที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม และก็มีความแตกต่างกันตามแต่ละท้องถิ่น ทั้งวัฒนธรรมทางด้านการดำรงชีวิต  วัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับ ศาสนา

หลักฐานทางประวัติศาสตร์ต่างๆ ที่ค้นพบ  จะเห็นได้ว่า ศิลปะของชาวอีสานมีพัฒนาการมาตั้งแต่ครั้งโบราณกาล  ไม่ว่าจะเป็นที่อุทยานประวัติศาสตร์บ้านเชียง  จังหวัดอุดรธานี  อุทยานแห่งชาติผาแต้ม  จังหวัดอุบลราชธานี  หรือถ้ำผ่ามือแดง  จังหวัดมุกดาหาร ฯลฯ  (ซึ่งบางแห่งเชื่อกันว่ามีความเก่าแก่ที่สุดในโลก)  ล้วนแสดงให้เห็นว่าบรรพบุรุษของชาวอีสานรู้จักใช้งานศิลปะพวกภาพและสัญลักษณ์ต่างๆเป็นตัวสื่อความหมายมาเป็นเวลานาน  และยังรู้จักเลือกใช้สีและวัสดุที่มีความคงทนสามารถทนต่อการกัดกร่อนได้เป็นอย่างดีตราบถึงปัจจุบัน ซึ่งยังคงบอกเรื่องราวการดำเนินชีวิตของบรรพบุรุษของชาวอีสานยุคก่อนประวัติ ศาสตร์ที่ผ่านมาได้เป็นอย่างดี    นอกจากนี้ การสร้างบ้านเรือนที่อยู่อาศัย  ก็นับเป็นหนึ่งในศิลปะของชาวอีสานที่น่า ภาคภูมิใจ  บ้านเรือนของชาวอีสานได้รับการถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษ  เริ่มจากเถียงนาน้อย   ค่อยๆกลายมาเป็นบ้านไม้ที่มีความคงทนถาวร   จนในปัจจุบันเป็นบ้านก่ออิฐถือปูนเป็นส่วนใหญ่  แต่ก็ยังมีบ้านเรือนเป็นจำนวนมากที่ยังคงอนุรักษ์รูปแบบสถาปัตยกรรมอีสานโบราณไว้เป็นอย่างดี

ในส่วนประเพณีของชาวอีสาน  ก็มีความหลากหลายและมีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่แตกต่างกันไปในแต่ละท้องถิ่น  ประเพณีส่วนใหญ่จะเกิดจากความเชื่อ  และสิ่งที่มีอิทธิพลต่อการดำรงชีวิต  การประกอบอาชีพของคนในท้องถิ่นและอิทธิพลของศาสนาที่มีต่อคนในท้องถิ่น  ซึ่งประเพณีต่างๆ ถูกจัดขึ้นเพื่อให้เกิดขวัญและกำลังใจในการประกอบอาชีพและเพื่อเป็นการถ่ายทอดแนวความคิดที่มีอยู่ในท้องถิ่นนั้นๆ  เช่น  ประเพณีบุญบั้งไฟ  จังหวัดยโสธร  เกิดจากการที่คนในท้องถิ่นนี้ส่วนใหญ่เป็นเกษตรกร  เชื่อว่าการจุดบั้งไฟจะทำให้พญาแถนดลบันดาลให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล  ประเพณีไหลเรือไฟ  จังหวัดนครพนม  จังหวัดนี้ติดกับแม่น้ำโขงและใช้ประโยชน์จากแม่น้ำโขงมาตลอด  จึงเป็นการขอบคุณพระแม่คงคาประจำลำน้ำโขง  ที่ได้ให้ความอุดมสมบูรณ์แก่สังคมริมฝั่งโขง  ดังนั้นจึงจัดประเพณีไหลเรือไฟขึ้นมา เป็นต้น

ขอขอบคุณบทความดีๆ จาก  student.nu.ac.th

ความแตกต่างของวัฒนธรรมท้องถิ่นใต้

admin Posted in Uncategorized,Tags: , ,
Comments Off

  ภาคใต้ของประเทศไทย  นับตั้งแต่พื้นที่ในจังหวัดชุมพรลงไปจนสุดแผนดินไทย  มีจำนวนประชากรทั้งหมดประมาณ 8,893,050 คน  ในส่วนของจังหวัดกระบี่นั้น  จะมีความแตกต่างกันตามลักษณะของกลุ่มชาติพันธุ์ที่เข้ามาตั้งถิ่นฐาน  ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์เมื่อประมาณ ศตวรรษที่ 5  เริ่มแรกจะมีกลุ่ม คอลาลาโอส หรือกลุ่มชาวเลที่มาตั้งถิ่นฐานในพื้นที่นี้ก่อน  ในลักษณะนี้คนส่วนใหญ่จะเรียกว่า ชาวเล

การอยู่อาศัยจะแสดงถึง  การอยู่ตามสภาพนิเวศวิทยา  ตามชายฝั่งที่เราเรียกว่าหมู่บ้านชาวเล  ในกลุ่มต่อมาที่อาศัยอยู่นอกเมืองเป็นกลุ่มชาวไทยดั้งเดิม  ส่วนใหญ่จะมีอาชีพทำไร่ ทำสวน เป็นหลัก  บางส่วนก็ทำประมง  การอยู่อาศัย  จะอยู่ตามที่ทำมาหากินเช่น ตามสวน ตามไร่  แสดงถึงวิถีชีวิตที่เป็นวัฒนธรรมในการอยู่อาศัยของชาวไร่ ชาวนา นอกจากนั้นในภูมิภาคนี้  จะมีกลุ่มของชาวมุสลิมที่อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในพุทธศตวรรษที่ 7  กลุ่มชาวมุสลิม  มีครรลองตามศาสนา คือ ยึดมั่นนับถือศาสนาอิสลามเป็นหลัก  ฉะนั้น วิถีชีวิตในความเป็นอยู่จะต้องคำนึงถึงทางด้านศาสนาเป็นหลัก  สำหรับวัฒนธรรมการอยู่อาศัยของชาวมุสลิมที่เด่นชัด คือ จะอยู่บ้านทรงไทยมุสลิม  ที่เห็นได้ชัดเจน คือ ทาง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เช่น ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส

 โดยทั่วไป สถาปัตยกรรมบ้านเรือนไทยมุสลิมจะมีลักษณะเด่น ๆ คือ หลังคา 3 ประเภท ส่วนแรกเป็นหลังคาแบบจั่วที่เห็นโดยทั่วไป  ซึ่งภาษามาเลย์ เรียกว่าหลังคาแบบแมและ  จะมีลักษณะลาดลงทั้ง 2 ด้าน  หลังคาอีกประเภทหนึ่งเรียกว่าแบบปั้นหยา หรือ ลิมะ  เป็นหลังคาที่ลาดลงทั้ง 4 ด้าน  และประเภทสุดท้าย คือ  หลังคาแบบมนิลา หรือ บานอ  จะผสมทั้งแบบจั่วและแบบปั้นหยาเข้าด้วยกัน  ซึ่งสถาปัตยกรรมเรือนไทยมุสลิมนั้น  มีอิทธิพลต่อสถาปัตยกรรมทางภาคใต้ของเรา

สภาพภูมิอากาศ  จะชื้นถึงชื้นมาก  ฉะนั้นในการออกแบบหลังคาจะช่วยป้องกันฝน  และหลังคาที่ยื่นออกไปทุกด้านก็เพื่อประโยชน์ในการป้องกันฝน  นั่นคือ แสดงให้เห็นวัฒนธรรมและภูมิปัญญาชาวบ้าน

ขอขอบคุณบทความดีๆ จาก    stou.ac.th

วิถีชีวิตของคนในภาคตะวันออก

admin Posted in Uncategorized,Tags: , ,
Comments Off

ประชาชนที่อาศัยอยู่ในภาคตะวันออกของไทย นอกจากจะมีกลุ่มใหญ่ที่เป็นคนไทยมาแต่เดิมแล้ว ยังเป็นถิ่นที่อยู่ของคนหลายเชื้อชาติ เช่น ชาวซอง ซึ่งเป็นชนเผ่าตระกูลมอญ – เขมร ที่อยู่ในเขตป่าเขา ใช้ชีวิตตามธรรมชาติ ประดิษฐ์เครื่องมือเครื่องใช้ที่ทำจากวัสดุในท้องถิ่น เช่น เครื่องจักสาน มีกระบุง ตะกร้า และของป่าเอามาแลกเปลี่ยนเสื้อผ้า และอาหารกับคนในเมือง ส่วน ชาวญวน อพยพเข้ามา ตั้งถิ่นฐานสมัยใดไม่ปรากฏชัดเจน อยู่ที่แถบบ้านท่าเรือจ้าง เป็นญวนที่นับถือศาสนาคริสต์ ชาวจีนเป็นกลุ่มที่มีจำนวนมากที่สุด มีบทบาทด้านการค้า เริ่มจากการค้าทางเรือสำเภามาตั้งแต่ในอดีต ชาวไทยมุสลิม อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐาน ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว  อันสืบเนื่องมาจากปัญหาการยึดครองอินโดจีนของฝรั่งเศส

วิถีชีวิตของกลุ่มชนดังกล่าวมีการประสมประสานกับคนไทยพื้นถิ่น สื่อสารกันด้วยภาษา วัฒนธรรม และความเชื่อไปในแนวเดียวกัน ผสมกลมกลืน ไม่มีปัญหาขัดแย้งกันแต่อย่างใด ใช้ภาษาไทยอย่างเดียวกัน สำเนียงไทยภาคกลาง แต่จะมีเสียงเพี้ยนไปบ้าง ประชากรส่วนใหญ่นับถือพุทธศาสนาพื้นที่ของภาคตะวันออกมีขนาดเล็กกว่าภาคอื่น เดิมที่ภาคนี้เรียกรวมกับคนภาคกลาง แต่เนื่องจากลักษณะภูมิประเทศซึ่งต่างไปจากภาคกลาง คือผลิตผลและภูมิอากาศคล้ายคลึงกับภาคใต้ มีลักษณะเด่นเฉพาะ อาชีพในภาคนี้ส่วนใหญ่เป็นพืชสวนพืชไร่ การประมง พืชสวนที่สำคัญได้แก่ เงาะ ส่วนพืชไร่ มี อ้อย มันสำปะหลัง และสับปะรด การประมงทำกันตามชายฝั่งโดยทั่วไป และมีการเลี้ยงกุ้งกันในบางจังหวัด ส่วนการทำนา มีในจังหวัดฉะเชิงเทราและปราจีนบุรี นอกจากอาชีพดังกล่าว ในจังหวัดจันทบุรี ปัจจุบันแม้ว่าจำนวนพลอยดิบจะลดลงไปมาก แต่ก็ยังเป็นศูนย์กลางของการเจียระไนพลอย ที่สำคัญ โดยการนำเอาพลอยต่างประเทศเข้ามาเจียระไน  ในด้านเศรษฐกิจมีความก้าวหน้าไปอย่างมาก เพราะได้มีการสร้างท่าเรือน้ำลึกขึ้นที่แหลมฉบัง ซึ่งขณะนี้มีโรงงานกลั่นน้ำมันขนาดใหญ่อยู่แล้ว พร้อมกันนั้นยังมีนิคมอุตสาหกรรม สำหรับผลิตสินค้าออกยังต่างประเทศ และที่บริเวณมาบตาพุด จังหวัดระยอง ได้เน้นด้านอุตสาหกรรมปิโตรเคมี โดยการนำเอาก๊าซธรรมชาติที่พบในอ่าวไทย มาแปรสภาพเป็นสารที่ใช้ในการทำพลาสติก ทำวัสดุพีวีซี ชายฝั่งทะเลด้านนี้มีสถานที่ท่องเที่ยวและหาดทราย ซึ่งอยู่ใกล้กรุงเทพฯ จึงเป็นแหล่งที่ผู้คนทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ นิยมมาพักผ่อนท่องเที่ยว โดยเฉพาะที่พัทยา จังหวัดชลบุรี

ลักษณะภูมิประเทศของภาคตะวันออก เป็นที่ราบสลับภูเขาลูกเตี้ยๆ บริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออกมีเทือกเขาจันทบุรี ทอดตัวไปทางตะวันตกจดกับเทือกเขาพนมดงรัก ซึ่งทอดยาวมาจากเหนือถึงใต้ เป็นเส้นแบ่งอาณาเขต ระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชา มีแม่น้ำสาย สำคัญ ได้แก่ แม่น้ำจันทบุรี แม่น้ำตราด แม่น้ำระยอง และแม่น้ำประแสร์ ซึ่งไหลลงสู่ทะเลอ่าวไทย ชายฝั่งทะเลที่เรียบยาวโค้งเว้า ท้องทะเลตะวันออกเต็มไปด้วยกลุ่มเกาะน้อยใหญ่หลายแห่ง ที่สำคัญได้แก่ เกาะช้าง เกาะหมาก เกาะกูด ในภาคตะวันออก เกาะเสม็ด เกาะมัน จังหวัดระยอง เกาะล้าน เกาะสีชัง ในจังหวัดชลบุรี ส่วนบริเวณปากแม่น้ำเป็นพื้นที่ป่าชายเลนที่อุดมสมบูรณ์ ซึ่งเกิดจากการทับถมของตะกอนโคลนตม ที่แม่น้ำสายต่างๆ พัดพามา

ขอขอบคุณบทความดี ๆ จาก  infothaifood.wordpress.com

มารยาทงามของการเคารพพระสงฆ์

admin Posted in Uncategorized,Tags: , ,
Comments Off

ศาสนาเป็นสถาบันสำคัญยิ่งสำหรับชนในชาติ เพราะคำสอนของศาสดาย่อมเป็นหลักทางใจ และเป็นแนวดำเนินชีวิตให้อยู่ในทำนองคลองธรรม  เพื่อความสุขสงบของชนในชาติ คนไทยเป็นชาติที่ถือมั่นอยู่ในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และปฏิบัติตามศาสนาวัฒนธรรมประเพณีตลอดปีมิได้ขาด

การเคารพพระพุทธรูปซึ่งสมมุติเป็นตัวแทนของพระพุทธองค์ และเคารพพระสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้า

๑.นั่งคุกเข่ากระหย่งเท้าพนมมือยกขึ้นระหว่างคิ้วปลายนิ้วจรดไรผมแล้วกราบแบมือราบกับพื้น ๓ ครั้ง  หน้าผากจรดพื้นระหว่างมือที่แบราบ แล้วพนมมือขึ้นเหนือคิ้วอีกครั้ง  เรียกว่า กราบในท่าเบญจางคประดิษฐ์

๒. การกราบทั้งสามครั้ง  มีความหมาย ดังนี้

กราบครั้งที่ ๑ เพื่อระลึกถึงองค์พระพุทธเจ้า

กราบครั้งที่ ๒ กราบพระธรรม คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า

กราบครั้งที่ ๓ กราบพระสงฆ์  ผู้เผยแผ่พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า

๓.  ผู้หญิงนั่งพับเพียบพนมมือระหว่างคิ้ว หมอบกราบแบมือทั้งสองข้างลงกับพื้น ๓ ครั้ง

๔. ถ้าเห็นพระสงฆ์ในเวลาที่เรายืนอยู่  จะย่อเข่าลงหรือไหว้ก็ได้แต่ให้ปลายนิ้วมือจรดที่ตีนผม

๕. การถวายของพระ

ชาย ถวายได้โดยตรงต่อมือพระสงฆ์  คุกเข่ากราบแบมือครั้งเดียว

หญิง ต้องให้ท่านปูผ้าชิ้นเล็ก  เรียกว่า ผ้ากราบ เพื่อรับเสียก่อนจึงวางถวายลงบนผ้านั้น เมื่อถวายแล้วกราบอีกครั้งโดยกราบแบมือครั้งเดียว

๖. การตักบาตร  ถ้ารองเท้าไม่สุภาพควรถอดรองเท้า ถ้าใช้เครื่องแบบหรือแต่งตัวแบบสากลไม่ต้องถอดก็ได้ หยิบของลงในบาตรพระด้วยความระมัดระวัง วางทีละชิ้นใส่ข้าวก่อนเสมอ

๗. ผู้หญิงไปหาพระสงฆ์ต้องนั่งพับเพียบ ไม่ควรอยู่ตามลำพังกับพระสงฆ์ ต้องมีบุรุษนั่งอยู่ด้วย

๘. การพูดกับพระสงฆ์ต้องสัมมาคารวะ  ไม่พูดเล่น

๙. ผู้หญิงห้ามแตะตัวพระ แม้แต่ชายผ้าสบงหรือจีวรที่นุ่งห่มอยู่ก็ไม่ได้

๑๐. ไม่หยิบของที่เตรียมไว้ตักบาตรมารับประทาน

๑๑. ไม่จำเป็นต้องรับประทานอาหารที่นำมาเลี้ยงหน้าศพต่อหน้าพระสงฆ์ที่นั่งในพิธี

๑๒. กุลสตรีไม่ควรแต่งตัวไม่สุภาพไปวัด

๑๓. ไม่สรวลเสเฮฮาในวัด

๑๔. ถ้าจะถวายปัจจัยแด่พระสงฆ์ควรเขียนจำนวนลงในใบปวารนาบัตรใส่ซองถวาย

ขอขอบคุณบทความดี ๆ จาก  prapayneethai.com

แห่เทียนพรรษา ประเพณีที่เลื่องลือของชาว อุบลฯ

admin Posted in Uncategorized,Tags: , ,
Comments Off

“เทียน” เริ่มมีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล ชาวพุทธในสมัยก่อน จะยึดถือการนำเทียนไปถวายพระภิกษุในเทศกาลเข้าพรรษา จึงเป็นที่มาของเทียนพรรษา เพราะผู้ที่นำเทียนไปถวาย ปรารถนาให้ตนเองเป็นผู้เฉลียวฉลาด มีไหวพริบ ประดุจแสงสว่างของดวงเทียน ซึ่ง เทียนพรรษา คือ เทียนขนาดใหญ่และยาวเป็นพิเศษกว่าเทียนชนิดอื่น สำหรับจุดในโบสถ์ตั้งแต่วันเข้าพรรษาจนถึงวันออกพรรษา

              การทำเทียนพรรษา มีวิวัฒนาการมาเป็นลำดับ จากการนำรังผึ้งมาต้มเอาขี้ผึ้ง ไปฟั่นเป็นเทียน แล้วนำไปถวายพระภิกษุ หรือเอาเทียนเล่มเล็ก ๆ หลาย ๆ เล่ม มามัดรวมกันเป็นลำต้นคล้ายกับต้นกล้วย หรือลำไม้ไผ่ แล้วนำไปติดกับฐาน ซึ่งการมัดรวมกันแบบนี้เรียกว่า ต้นเทียน หรือ ต้นเทียนพรรษา  ในปี พ.ศ. 2482 มีช่างทองชื่อ นายโพธิ์ ส่งศรี เริ่มทำลายไทยไปประดับบนเทียน โดยมีการทำแบบพิมพ์ ลงในแผ่นปูนซีเมนต์ ซึ่งถือว่าเป็นแบบพิมพ์ หรือแม่พิมพ์ แล้วเอาขี้ผึ้งที่อ่อนตัวไปกดลงบนแม่พิมพ์ จะได้ขี้ผึ้งเป็นลายไทย นำไปติดกับลำต้นเทียน  ต่อมา นายสวน คูณผล คิดทำลายให้นูนและสลับสีจนเห็นได้ชัด เมื่อส่งเทียนเข้าประกวด จึงได้รับรางวัลชนะเลิศ  ในปี พ.ศ. 2497 นายประดับ ก้อนแก้ว ประดิษฐ์ทำหุ่นเป็น เรื่องราวพุทธประวัติ และเอาลวดลายขี้ผึ้งติดเข้าไปที่หุ่น จึงทำให้เทียนพรรษาได้รับรางวัลชนะเลิศ              ปี พ.ศ. 2502 มีช่างแกะสลักลงในเทียนพรรษาเป็นคนแรก คือ นายคำหมา แสงงาม คณะกรรมการจึงตัดสินให้ชนะการประกวด ทำให้เกิดการประท้วงในคำตัดสินของคณะกรรมการ จึงทำให้ในปีต่อ ๆ มา มีการแยกประเภทต้นเทียนออกเป็น 2 ประเภท คือ

1. ประเภทติดพิมพ์ (ตามแบบเดิม)

2. ประเภทแกะสลัก

การทำเทียนพรรษามีการพัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ ในปี พ.ศ. 2511 ผู้คนได้พบเห็น ต้นเทียนพรรษาขนาดใหญ่และสูงขึ้น  มีการแกะสลักลวดลายในส่วนของลำต้นอย่างสวยงาม ส่วนฐาน ก็มีการสร้างหุ่นแสดงเรื่องราวทางศาสนา และความเป็นไปในสังคมขณะนั้น กลายเป็นประติมากรรมเทียนพรรษาที่ยิ่งใหญ่มาจนทุกวันนี้

          งานประเพณีแห่เทียนพรรษา เป็นงานประเพณีที่ได้รวมความผูกพันของชุมชนในท้องถิ่น โดยเริ่มตั้งแต่การที่ชาวบ้านร่วมบริจาคเทียนเอามาหลอม หล่อเป็นเทียนเล่มใหญ่เล่มเดียวกัน เป็นการแสดงออกถึงความสามัคคีกลมเกลียวในหมู่คณะ การสรรหาช่างที่มีฝีมือ มีความรู้ ความชำนาญในเรื่องการทำลวดลายไทย การแกะสลักลวดลายลงบนต้นเทียน การทำเทียนให้เป็นลายไทย แล้วนำไปติดบนต้นเทียน การประดับด้วยผ้าฝ้าย ผ้าไหม ดอกไม้สด ล้วนแล้วแต่เป็นฝีมือของช่างในท้องถิ่น ส่วนการจัดขวนแห่ก็ล้วนแต่ใช้ของพื้นเมือง เช่น เครื่องแต่งกายขอขบวนฟ้อน จะใช้ผ้าพื้นเมืองเป็นหลัก การฟ้อนรำจะใช้ท่ารำที่ดัดแปลงมาจาก วิถีชีวิต การทำมาหากินของชาวบ้าน เป็นท่ารำในรูปแบบของศิลปะที่งดงาม ดนตรีประกอบก็เป็น เครื่องดนตรีประจำถิ่น ผสมเข้ากับการขับร้องทำเพลงที่สนุกสนานเร้าใจ ทำให้งานประเพณีนี้ดู  งานแห่เทียนพรรษา เป็นงานที่ทำให้คนวัยรุ่น หนุ่มสาว ได้มีโอกาสสัมผัสกับศิลปวัฒนธรรมอย่างใกล้ชิด นับตั้งแต่การเข้าเป็นอาสาสมัครช่วยเหลือ เป็นลูกมือช่างของทางวัดในการแกะสลักทำลวดลายต้นเทียน ศึกษาค้นคว้าวิธีการทำเพียรพรรษาให้วิจิตรพิสดารแต่ประหยัด  และการเข้าร่วมในขบวนแห่ จะเป็นการผสมผสานกันระหว่างคนรุ่นเก่ากับคนรุ่นใหม่ เช่น การเล่นดนตรีพื้นบ้าน โปงลาง หรือเป่าแคน จะมีทั้งผู้สูงอายุและคนหนุ่มสาว ส่วนขบวนฟ้อนรำ จะใช้เด็กๆ รุ่นเยาว์ ถึงวัยหนุ่มสาว ซึ่งชาวจังหวัดอุบลราชธานี ได้ร่วมกันสืบสานประเพณีนี้เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน จนถือได้ว่าประเพณีแห่เทียนพรรษา เป็นประเพณีประจำจังหวัดเลยก็ว่าได้

ขอขอบคุณบทความดี ๆ จาก  guru.sanook.com

วิวัฒนาการดนตรีไทย

admin Posted in Uncategorized,Tags: , ,
Comments Off

ในฉบับที่แล้วเราพูดถึง ความเป็นไปเป็นมาเป็นของดนตรีไทย ซึ่งเป็นศิลปวัฒนธรรมประจำชาติ มาในฉบับนี้เราจะกล่าวถึงในเรื่องของดนตรีไทยแต่ละสมัยกันว่าแต่ละสมัยมีความแตกต่างกันอย่างไร

                สมัยสุโขทัย ดนตรีไทยมีลักษณะเป็นการขับลำนำ และร้องเล่นกันอย่างพื้นเมือง  เครื่องดนตรีไทย สมัยนี้ ปรากฏหลักฐานกล่าวถึงไว้ในหนังสือ ไตรภูมิพระร่วง ซึ่งเป็นหนังสือวรรณคดีที่แต่งในสมัยนี้ ได้แก่ แตร, สังข์, มโหระทึก, ฆ้อง, กลอง, ฉิ่ง, แฉ่ง (ฉาบ), บัณเฑาะว์ พิณ, ซอพุงตอ (สันนิษฐานว่าคือ ซอสามสาย) ปี่ไฉน, ระฆัง, และ กังสดาล เป็นต้น ลักษณะการผสมวงดนตรี ก็ปรากฎหลักฐานทั้งในศิลาจารึก และหนังสือไตรภูมิพระร่วง กล่าวถึง “เสียงพาทย์ เสียงพิณ” ซึ่งจากหลักฐานที่กล่าวนี้ สันนิษฐานว่า วงดนตรีไทยในสมัยสุโขทัย มีดังนี้ คือ

1. วงบรรเลงพิณ มีผู้บรรเลง 1 คน ทำหน้าที่ดีดพิณและขับร้องไปด้วย เป็นลักษณะของการขับลำนำ

2. วงขับไม้ ประกอบด้วยผู้บรรเลง 3 คน คือ คนขับลำนำ  คนสีซอสามสายคลอเสียงร้อง  และคนไกว บัณเฑาะว์

3. วงปี่พาทย์ เป็นลักษณะของวงปี่พาทย์เครื่อง 5 มี 2 ชนิด คือ

วงปี่พาทย์เครื่องห้าอย่างเบา ประกอบด้วยเครื่องดนตรีชนิดเล็ก ๆ จำนวน 5 ชิ้น คือ  ปี่  กลองชาตรี

ทับ (โทน)   ฆ้องคู่ และ  ฉิ่ง ใช้บรรเลงประกอบการแสดงละครชาตรี ซึ่งเป็นละครเก่าแก่ที่สุดของไทย

วงปี่พาทย์เครื่องห้าอย่างหนัก ประกอบด้วย เครื่องดนตรีจำนวน 5 ชิ้น คือ  ปี่ใน  ฆ้องวง (ใหญ่)  ตะโพน  กลองทัด และ  ฉิ่ง ใช้บรรเลงประโคมในงานพิธีและประกอบการแสดงมหรสพต่าง ๆ จะเห็นว่าวงปี่พาทย์เครื่องห้าในสมัยนี้ยังไม่มีระนาดเอก

4. วงมโหรี เป็นวงดนตรีอีกแบบหนึ่งที่นำเอาวงบรรเลงพิณกับวงขับไม้มาผสมกัน เป็นลักษณะของวงมโหรีเครื่องสี่ เพราะประกอบด้วยผู้บรรเลง 4 คน คือ  คนขับลำนำและตีกรับพวงให้จังหวะ   คนสีซอสามสายคลอเสียงร้อง    คนดีดพิณ และคนตีทับ (โทน) ควบคุมจังหวะ

สมัยกรุงศรีอยุธยา ปรากฎหลักฐานเกี่ยวกับดนตรีไทยในกฏมณเฑียรบาล ซึ่งระบุชื่อเครื่องดนตรีไทยเพิ่มขึ้นจากที่เคยระบุไว้ในสมัยสุโขทัย จึงน่าจะเป็นเครื่องดนตรีที่เพิ่งเกิดในสมัยนี้ ได้แก่ กระจับปี่ ขลุ่ย จะเข้ และ รำมะนา นอกจากนี้ในกฎมณเฑียรบาลสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ (พ.ศ. 1991-2031) ปรากฎข้อห้ามตอนหนึ่งว่า “…ห้ามร้องเพลงเรือ เป่าขลุ่ย เป่าปี่ สีซอ ดีดกระจับปี่ ดีดจะเข้ ตีโทนทับ ในเขตพระราชฐาน…” ซึ่งแสดงว่าสมัยนี้ดนตรีไทยเป็นที่นิยมกันมาก แม้ในเขตพระราชฐานก็มีคนไปร้องเพลงและเล่นดนตรีกันเป็นที่เอิกเกริกและเกินพอดี จนกระทั่งพระมหากษัตริย์ต้องทรงออกกฎมณเฑียรบาล ดังกล่าวขึ้นไว้

ลักษณะของวงดนตรีไทยในสมัยนี้มีการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาขึ้นกว่าในสมัยสุโขทัย ดังนี้ คือ

        1. วงปี่พาทย์  ยังคงเป็นวงปี่พาทย์เครื่องห้าเช่นเดียวกับในสมัยสุโขทัย แต่มีระนาดเอกเพิ่มขึ้น ดังนั้น วงปี่พาทย์เครื่องห้าในสมัยนี้จึงประกอบด้วย

•              ระนาดเอก

•              ปี่ใน

•              ฆ้องวง (ใหญ่)

•              กลองทัด ตะโพน

•              ฉิ่ง

2. วงมโหรี พัฒนามาจากวงเครื่องสี่ในสมัยสุโขทัยเป็น วงมโหรีเครื่องหก เพราะได้เพิ่มเครื่องดนตรี อีก 2 ชิ้น คือ ขลุ่ย และ รำมะนา ทำให้วงมโหรีในสมัยนี้ ประกอบด้วย

•              ซอสามสาย

•              กระจับปี่ (แทนพิณ)

•              ทับ (โทน)

•              รำมะนา

•              ขลุ่ย

•              กรับพวง

                สมัยกรุงธนบุรี เนื่องจากในสมัยนี้เป็นช่วงระยะเวลาอันสั้นเพียงแค่ 15 ปี และเป็นสมัยแห่งการก่อร่างสร้างเมืองและการป้องกันประเทศเสียโดยมาก วงดนตรีไทยสมัยนี้จึงไม่ปรากฎหลักฐานไว้ว่า ได้มีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงขึ้น สันนิษฐานว่ายังคงเป็นลักษณะและรูปแบบของดนตรีไทยสมัยกรุงศรีอยุธยานั่นเอง

สมัยกรุงรัตนโกสินทร์  บ้านเมืองได้ผ่านพ้นจากภาวะศึกสงคราม และได้มีการก่อสร้างเมืองให้มั่นคงเป็นปึกแผ่น เกิดความสงบร่มเย็น ศิลปวัฒนธรรมของชาติก็ได้รับการฟื้นฟูทะนุบำรุง และส่งเสริมให้เจริญรุ่งเรืองขึ้น โดยเฉพาะดนตรีไทย   ได้มีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงเจริญขึ้นเป็นลำดับ ดังนี้ คือ

สมัยรัชกาลที่ 1 ยังคงมีลักษณะและรูปแบบตามที่มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ที่พัฒนาขึ้นบ้างก็คือ การเพิ่มกลองทัดขึ้นอีก 1 ลูกในวงปี่พาทย์ ซึ่งแต่เดิมมีแค่ 1 ลูก พอมาถึง สมัยรัชกาลที่ 1 วงปี่พาทย์ มี กลองทัด 2 ลูก เสียงสูง (ตัวผู้) ลูกหนึ่ง และ เสียงต่ำ (ตัวเมีย) ลูกหนึ่ง และการใช้ กลองทัด 2 ลูก ในวงปี่พาทย์ ก็เป็นที่นิยมกันมา จนกระทั่งปัจจุบันนี้

สมัยรัชกาลที่ 2 กล่าวว่าเป็นยุคทองของดนตรีไทยยุคหนึ่ง เพราะพระมหากษัตริย์ ทรงสนพระทัย ดนตรีไทยเป็นอย่างยิ่ง  ทรงพระปรีชาสามารถในทางดนตรีไทย  ทรงดนตรีไทย คือ ซอสามสาย มีซอคู่พระหัตถ์ชื่อว่า “ซอสายฟ้าฟาด” ทั้งพระองค์ได้พระราชนิพนธ์เพลงไทยขึ้นเพลงหนึ่ง เป็นเพลงที่ไพเราะและอมตะมาจนบัดนี้  คือเพลง “บุหลันลอยเลื่อน”

การพัฒนาในสมัยนี้  คือ มีการนำเอาวงปี่พาทย์มาบรรเลงประกอบการขับเสภาเป็นครั้งแรก นอกจากนี้ ยังมีกลองชนิดหนึ่งเกิดขึ้น โดยดัดแปลงจาก “เปิงมาง” ของมอญ ต่อมาเรียกกลองชนิดนี้ว่า “สองหน้า” ใช้ตีกำกับจังหวะแทนเสียงตะโพนในวงปี่พาทย์ประกอบการขับเสภา เนื่องจากเห็นว่าตะโพนดังเกินไป จนกระทั่งกลบเสียงขับกลองสองหน้านี้ ปัจจุบันนิยมใช้ตีกำกับจังหวะหน้าทับในวงปี่พาทย์ไม้แข็ง

สมัยรัชกาลที่ 3 วงปี่พาทย์ได้พัฒนาขึ้นเป็นวงปี่พาทย์เครื่องคู่ เพราะมีการประดิษฐ์ระนาดทุ้มมาคู่กับระนาดเอก และประดิษฐ์ฆ้องวงเล็กมาคู่กับฆ้องวงใหญ่

วงดนตรีไทย

ดนตรีไทยมักเล่นเป็นวง  มีการแบ่งตามประเภทของการบรรเลงที่เป็นระเบียบมาแต่โบราณกาลจนถึงปัจจุบันเป็น 3 ประเภท คือ

 วงปี่พาทย์

ประกอบด้วยเครื่องตีเป็นสำคัญ เช่น ฆ้อง กลอง และมีเครื่องเป่าเป็นประธานได้แก่ ปี่ นอกจากนั้นเป็นเครื่องวงปี่พาทย์ แบ่งไปได้อีกคือ วงปี่พาทย์ชาตรี,วงปี่พาทย์ไม้แข็ง,วงปี่พาทย์เครื่องห้า,วงปี่พาทย์เครื่องคู่,วงปี่พาทย์เครื่องใหญ่,วงปี่พาทย์ไม้นวม,วงปี่พาทย์มอญ,วงปี่พาทย์นางหงส์

 วงเครื่องสาย

ประกอบด้วยเครื่องดนตรีที่มีสายเป็นประธาน มีเครื่องเป่า และเครื่องตี เป็นส่วนประกอบ ได้แก่ ซอด้วง ซออู้ จะเข้ เป็นต้น ปัจจุบันวงเครื่องสายมี 4 แบบ คือ วงเครื่องสายไทยเครื่องเดี่ยว,วงเครื่องสายไทยเครื่องคู่,วงเครื่องสายผสม, วงเครื่องสายปี่ชวา

วงมโหรี

ในสมัยโบราณเป็นคำเรียกการบรรเลงโดยทั่วไป เช่น “มโหรีเครื่องสาย” “มโหรีปี่พาทย์”  ปัจจุบัน มโหรี ใช้เป็นชื่อเรียกเฉพาะวงบรรเลงที่มีเครื่อง ดีด สี ตี เป่า มาบรรเลงรวมกันหมด ฉะนั้นวงมโหรีก็คือวงเครื่องสายและวงปี่พาทย์ผสมกัน แบ่งเป็น วงมโหรีเครื่องสี่,วงมโหรีเครื่องหก,วงมโหรีเครื่องเดี่ยวหรือ มโหรีเครื่องเล็ก,วงมโหรีเครื่องคู่

เครื่องดนตรีไทย

แบ่งได้เป็น 4 ประเภท คือ ดีด สี ตี เป่า

เครื่องตี

•              กรับ เช่น กรับพวงและกรับเสภา

•              ระนาด เช่น ระนาดเอกและระนาดทุ้ม

•              ฆ้อง เช่น ฆ้องมโหรี,ฆ้องมอญ,ฆ้องวงใหญ่ ,ฆ้องวงเล็ก,ฆ้องโหม่ง

•              ฉาบ

•              ฉิ่ง

•              กลอง เช่น กลองแขก,กลองตะโพน,กลองทัด,กลองยาว,ตะโพน,มโหระทึก,โทน,รำมะนา

 เครื่องสี

•              ซอด้วง

•              ซอสามสาย

•              ซออู้

•              พิณน้ำเต้า

 เครื่องดีด

•              จะเข้

•              กระจับปี่

เครื่องเป่า

•              ขลุ่ยเพียงออ

•              ขลุ่ยหลีบ

•              ปี่

•              ปี่ชวา

เพลงดนตรีไทย

แบ่งได้เป็น 4 แบบ คือ

1. เพลงหน้าพาทย์ ได้แก่ เพลงที่บรรเลงประกอบกิริยาเคลื่อนไหวหรือเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ทั้งของมนุษย์ สัตว์ วัตถุต่าง ๆ  และอื่น ๆ

2. เพลงรับร้อง คือเพลงบรรเลงรับจากการร้อง  เมื่อคนร้องได้ร้องจบไปแล้วแต่ละท่อน ดนตรีก็ต้องบรรเลงรับในท่อนนั้น ๆ โดยมากมักเป็นเพลงอัตรา 3 ชั้นและเพลงเถา เช่น เพลงจระเข้หางยาว 3 ชั้น เพลงสี่บท 3 ชั้น และเพลงบุหลันเถา เป็นต้น

3. เพลงละคร หมายถึงเพลงที่บรรเลงประกอบการแสดงโขน ละคร และมหรสพต่าง ๆ ซึ่งหมายเฉพาะเพลงที่มีร้องและดนตรีรับเท่านั้น เพลงละครได้แก่เพลงอัตรา 2 ชั้น เช่น เพลงเวสสุกรรม เพลงพญาโศก หรือชั้นเดียว เช่น เพลงนาคราช เพลงตะลุ่มโปง เป็นต้น

4. เพลงเบ็ดเตล็ด ได้แก่ เพลงเล็กๆ สั้นๆ สำหรับใช้บรรเลงเป็นพิเศษ เช่น บรรเลงต่อท้ายเพลงใหญ่เป็นเพลงลูกบท หรือเพลงภาษาต่างๆ ซึ่งบรรเลงเพื่อสนุกสนาน

การบรรเลงดนตรีไทย

ผู้บรรเลงต้องจำทำนองเนื้อเพลงได้อย่างแม่นยำ  รู้วิธีบรรเลงและหน้าที่ของเครื่องดนตรีที่ตนบรรเลง เช่น ระนาดเอก ระนาดทุ้มว่ามีอย่างไร และมีสติปัญญาแต่งทำนองให้เกิดความไพเราะ เพราะการ บรรเลงดนตรีไทยไม่ได้ดูโน๊ต จึงต้องใช้ความจำ ขณะที่บรรเลงจะต้องแต่งทำนองด้วยปัญญาของตน ให้ดำเนินไปตามวิธีการบรรเลงเครื่องดนตรีที่ตนบรรเลง เช่น ระนาดเอก ก็ต้องเก็บถี่ๆ ตีเป็นคู่ 8 พร้อมๆ กันทั้งสองมือ และต้องไม่ผิดไปจากเนื้อเพลงของเพลงนั้นด้วย

 การบรรเลงดนตรีไทยประกอบงาน

ดนตรีบรรเลงประกอบในงานที่จะจัดให้มีขึ้นนั้น ควรจะยึดถือแบบแผนที่สมัยโบราณได้เคยใช้กันมาจนเป็นประเพณีไปแล้ว คือ

•              งานที่มีพระสงฆ์สวดมนต์และฉันอาหาร ควรใช้วงปี่พาทย์ จะเป็นวงเครื่องห้า เครื่องคู่ หรือเครื่องใหญ่ ก็แล้วแต่เห็นสมควร

•              งานแต่งงาน หรือที่เรียกกันว่างานมงคลสมรส ควรใช้วงมโหรีหรือวงเครื่องสาย

•              งานศพ ควรใช้วงปี่พาทย์นางหงส์

•              งานพิเศษที่จัดขึ้นเฉพาะครั้งคราว เช่น รับแขกผู้มีเกียรติ ชุมนุมเพื่อกิจการหรือสมาคมอาจใช้วงปี่พาทย์ไม้นวมหรือมโหรี หรือเครื่องสายก็ได้ทั้งนั้น แล้วแต่เจ้าของงานจะพอใจ

 ลีลาดนตรีไทย

หมายถึง ท่วงท่าหรือท่วงทำนองที่เครื่องดนตรีต่างๆได้บรรเลงออกมา สำหรับลีลาของเครื่องดนตรีไทยแต่ละเครื่อง บ่งบอกถึงคุณลักษณะและพื้นฐานอารมณ์จากตัวผู้เล่น เนื่องจากลีลาของดนตรีไทยนั้นไม่ได้กำหนดกฎเกณฑ์ไว้ตายตัวเหมือนกับดนตรีตะวันตก หากแต่มาจากลีลาซึ่งผู้บรรเลงคิดแต่งออกมาในขณะเล่น เพราะฉะนั้นในการบรรเลงแต่ละครั้งจึงอาจมีทำนองไม่ซ้ำกัน แต่ยังมีความไพเราะและความสอดคล้องกับเครื่องดนตรีอื่นๆอยู่

ลักษณะเช่นนี้ได้อิทธิพลมาตั้งแต่สมัยโบราณ ที่มี”กฎเกณฑ์” อยู่ที่การวาง “กลอน” ลงไปใน “ทำนองหลัก” ในที่นี้ หมายถึงในเพลงไทยเดิมนั้นเริ่มต้นด้วย “เนื้อเพลงแท้ๆ” อันหมายถึง “เสียงลูกตก” ก่อนที่จะปรับปรุงขึ้นเป็น “ทำนองหลัก” หรือที่เรียกว่า “เนื้อฆ้อง” อีกชั้นหนึ่ง ซึ่งในชั้นเนื้อฆ้องนี้ส่วนใหญ่จะยังคงเป็นทำนองห่างๆ ยังไม่มีความซับซ้อนมาก แต่ยังกำหนดลักษณะในการเล่นไว้ให้ผู้บรรเลงแต่ละคนได้บรรเลงด้วยลีลาเฉพาะของตนในกรอบนั้นๆ โดยลีลาที่กล่าวมาก็หมายถึง “กลอน” หรือ “หนทาง” ต่างๆที่บรรเลงไปนั่นเอง

ขอขอบคุณบทความดีๆ จาก  panyathai.or.th